พระธาตุเขี้ยวแก้ว
(
Buddha Tooth Relic)

                   ชั้น 4 เป็นที่เก็บพระทันตธาตุ โดยตั้งอยู่ในครอบแก้วในห้องกระจก บรรจุอยู่ภายในเจดีย์ทองคำสูง ๒ เมตร นำหนัก ๔๒๐ กก. ในขณะที่ภายในห้องเรียงรายไปด้วยกระเบื้องสีทอง บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าไปชมใกล้ๆได้ ห้องนี้จะมีพระประจำเพื่อทำพิธีสวดมนต์ให้กับผู้ที่มากราบพระทันตธาตุ ห้องนี้ห้ามถ่ายภาพ ห้องนี้รวมถึงบริเวณทั้งหมดภายในวัด มีกล้องวงจรปิดคอยดูความเคลื่อนไหวของคนที่เข้ามาในวัด โดยจะเปิดม่านให้ชมการทำพิธีกรรมได้ในเวลา 9.00-12.00  น. และ 15.00 น - 18.00 ใครต้องการบริจาคสามารถซื้อดอกไม้ถวายได้จากด้านหน้า และวิหารด้านในมีพระจีนสวดให้พรด้วย
                   อนึ่ง มีข้อถกเถียงกันว่าพระทันตธาตุ ที่อ้างว่าได้มาจากวัด Bandula ในพม่านั้น น่าจะเป็นฟันกรามสัตว์มากกว่า เนื่องจากมีความยาวถึง 7.5 ซม. ซึ่งยาวเกินกว่าสรีระของมนุษย์
                   พระทันตธาตุ ที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นของจริงมีเพียง 2 องค์ คือที่ Kandy ประเทศศรีลังกา และที่วัดหลิงก่วง กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน บทความเกี่ยวกับการพิสูจน์พระทันตะธาตุของสิงคโปร์นั้น สามารถอ่านได้ที่
http://www.buddhistchannel.tv/index.php?id=57,4519,0,0,1,0
                  

พระธาตุเขี้ยวแก้ว บรรจุในสถูปทองคำแท้
ประวัติพระเขี้ยวแก้ว

                  พระธาตุเขี้ยวแก้ว หรือพระทาฐธาตุ คือพระธาตุส่วนที่เป็นเขี้ยวขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งข้อมูลในคัมภีร์พระไตรปิฏกในลักขณสูตร ได้กล่าวถึงมหาบุรุษลักษณะ 32 ประการ มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวถึง ลักษณะของพระทาฐะหรือเขี้ยวของบุคคลผู้มีลักษณะแห่งมหาบุรุษว่า "เขี้ยวพระทนต์ทั้งสี่งามบริสุทธิ์" ข้อมูลนี้ยืนยันว่า พระธาตุเขี้ยวแก้วมีทั้งหมด 4 องค์ ซึ่งหลักฐานในคัมภีร์บางเล่มบอกว่า


พระเขี้ยวแก้ว
  • พระธาตุเขี้ยวแก้วเบื้องบนขวา ท้าวสักกะอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ จุฬามณีเจดีย์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

  • พระธาตุเขี้ยวแก้วเบื้องต่ำขวา ประดิษฐานที่แคว้นกาลิงคะ (บางตำราเรียก กลิงครัฐ) แล้วจึงถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ ลังกา (ศรีลังกาในปัจจุบัน)

  • พระธาตุเขี้ยวแก้วเบื้องบนซ้าย ประดิษฐาน ณ แคว้นคันธาระ [1] แล้วเชื่อว่าถูกอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่ เมืองฉางอัน ประเทศจีน (ซีอาน) โดยพระภิกษุฟาเหียนเมื่อคราวจาริกไปสืบพระศาสนายังอินเดีย ปัจจุบันพระธาตุเขี้ยวแก้วองค์นี้ถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระมหาเจดีย์ ณ วัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง

  • พระธาตุเขี้ยวแก้วเบื้องต่ำซ้าย ประดิษฐานในภพพญานาค

               อันจะเห็นได้ว่าบนโลกมนุษย์ของเรานี้ มีพระเขี้ยวแก้วขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ 2 องค์ นอกจากนี้พระธาตุเขี้ยวแก้วยังจัดเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่ไม่แยกกระจัดกระจาย องค์มีลักษณะแข็งแกร่งรวมกันแน่น พุทธศาสนิกชนจึงมีความศรัทธาเลื่อมใสในองค์พระธาตุเขี้ยวแก้วเป็นอย่างมาก

พระธาตุเขี้ยวแก้วที่ปรากฏในพระคัมภีร์ต่างๆ

                 ตำนานเรื่องพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุเขี้ยวแก้ว มีการกล่าวไว้ในหลายคัมภีร์ด้วยกันซึ่งส่วนใหญ่มีเนื้อความที่มา และที่ประดิษฐานที่สอดคล้องกันกล่าวคือ
              
คำภีร์อรรถกถามหาปรินิพพานสูตร
ได้กล่าวไว้ว่าถึงเหตุการณ์การแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อสิ้นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ว่า เมื่อเสร็จสิ้นการถวายพระเพลิง ด้วยปรากฏองค์พระบรมสารีริกธาตุรวม 16 ทะนาน โดยมีส่วนที่ไม่ต้องพระเพลิง (ไม่ไหม้ไฟ) อยู่ 7 องค์ด้วยกัน คือ พระเขี้ยวแก้ว 4 องค์ พระรากขวัญ (กระดูกไหปลาร้า) 2 องค์ และพระนลาฏ(หน้าผาก) 1 องค์
               กาลครั้งนั้นกษัตริย์แลพราหมณ์ทั้ง 7 แว่นแคว้นได้ทราบข่าว จึงมาเฝ้ารอเพื่อขอแบ่งพระสรีรธาตุขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แก่
              พระเจ้าอชาตศัตรู แคว้นมคธ กษัตริย์ลิจฉวี นครเวสาลี กษัตริย์ศากยะ นครกบิลพัสดุ์ กษัตริย์ถูละ แคว้นอัลลกัปปะ กษัตริย์โกลิยะ แคว้นรามคาม พราหมณ์เวฏฐทีปกะ แคว้นเวฏฐทีปกะ และกษัตริย์มัลละ นครปาวา
            โทณพราหมณ์แห่งนครกุสินารา จึงได้ทำหน้าที่แบ่งพระสรีรธาตุออกเป็น 8 ส่วนเท่า ๆ กัน เพื่อแบ่งให้กษัตริย์แลพราหมณ์ทั้ง 7 แว่นแคว้นนำประดิษฐาน ก่อพระสถูปให้ชาวเมืองทั้งหลายได้สักการะบูชา โดยเจ้าผู้ครองนครได้ไปนครละ 2 ทะนาน

1

Mallas ของ Kusinara   กษัตริย์มัลละ แคว้นกุสินารา

5

Bulis ของ Allakappa  กษัตริย์ถูละ แคว้นอัลลกัปปะ

2

Ajatasattu ของ Magadha   พระเจ้าอชาตศัตรู แคว้นมคธ

6

Koliyas ของ Ramagama  กษัตริย์โกลิยะ แคว้นรามคาม

3

Licchavis ของ Vesali    กษัตริย์ลิจฉวี นครเวสาลี

7 Brahamin ของ Vethadipa  พราหมณ์เวฏฐทีปกะ แคว้นเวฏฐทีปกะ
4

Sakyas ของ Kapilavatthu  กษัตริย์ศากยะ นครกบิลพัสดุ์

8 Mallas ของ Pava  กษัตริย์มัลละ นครปาวา

               อนึ่งในการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุนั้น กษัตริย์โมริยะแห่งปิปผลิวัน มาถึงภายหลังเมื่อแบ่งพระสรีรธาตุหมดแล้ว จึงได้พระพุทธสรีรางคารไปแทน กาลต่อมาได้เกิดมีพระสถูปประดิษฐานพระสรีรธาตุขึ้น 10 แห่ง ทั้งนี้พระทาฐธาตุทั้ง 4 องค์ คือ พระเขี้ยวแก้ว นอกจากองค์หนึ่งที่พระอินทร์นำไปบูชาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว อีก 3 องค์ได้ไปประดิษฐานในคันธารปุระ แคว้นกาลิงคะ และภพบาดาลของพญานาค
            ส่วนพระสรีธาตุที่กษัตริย์แคว้นต่างๆ ได้ไปนั้น กาลต่อพระมหากัสสปะเถระ ได้พิจารณาเห็นจะมีอันตรายแก่พระสรีรธาตุทั้งหลาย จึงถวายพระพรพระเจ้าอชาตศัตรูให้เก็บรักษาเรียกว่าธาตุนิทานอัญเชิญพระสรีรธาตุจากแคว้นต่าง ๆ มาบรรจุรวมไว้ด้วยกัน จนถึงรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช จึงโปรดให้นำพระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายไปบรรจุในพระวิหาร 84,000 วิหารที่ทรงสร้างไว้ พระเจ้าอโศกมหาราชองค์นี้เองคือผู้ที่ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองไปทั่วชมพูทวีป และยังโปรดให้สมณทูตเดินทางไปเผยแผ่พระศาสนาถึงแคว้นสุวรรณภูมิ และจีนซึ่งจะเป็นเหตุให้ปรากฏว่าพระเขี้ยวแก้วองค์หนึ่งถูกอัญเชิญไปยังประเทศจีนซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป และยังมีหลักฐานปรากฏว่าพระเจ้าอโศกมหาราชได้โปรดให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุส่วนข้อนิ้วมือไปยังประเทศจีนอีกด้วย เป็นเหตุให้คติการบูชาพระบรมสารีริกธาตุได้แพร่หลายไปพร้อมกัน

ประวัติพระเขี้ยวแก้ว สิงคโปร์

               ก่อนที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพานได้รับสั่งกับ พระอรหันต์สาวกผู้มีนามว่า พระควัมบดี ว่า ถ้าเมื่อถึงกาลที่พระองค์ได้ถึงดับขันธ์ปรินิพานแล้ว ให้พระควัมบดี นำพระทนต์ทั้ง 33 องค์ (ฟัน) ไปมอบให้กับ พระเจ้ามหาศิริมาลาอโศกา ผู้ครองดินแดนสุวรรณภูมิ และเมื่อถึงกาลดับขันธ์ปรินิพานขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระควับดี จึงได้ปฏิบัติตามพระกระแสรับสั่งขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยได้มอบพระทนต์ทั้ง 33 องค์ ให้กับ พระเจ้ามหาศิริมาลาอโศกา เมื่อทรงรับมอบแล้ว จึงได้มีพระกระแสรับสั่งให้นายทหารขุดบ่อน้ำขึ้นมา 2 บ่อ และสรงน้ำพระทนต์ทั้ง 33 ซีก ซึ่งบ่อน้ำนี้ก็ยังปรากฏอยู่จนถึงทุกวันนี้ที่ หมู่บ้าน ตะทอน รัฐมินยาง ประเทศพม่า จนถึงทุกวันนี้ หลังจากที่พระองค์ได้ทรงรับสั่งให้นายทหารขุดบ่อน้ำแล้ว ก็ยังทรงมีรับสั่งให้สร้างเจดีย์ที่ทำด้วยหิน 33 เจดีย์ เพื่อบรรจุ พระทนต์ ทั้ง 33 องค์ ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ในเจดีย์อีกด้วย
               ในปี พ.ศ. 236 พระเจ้าจุฬา ศิริมาลา อโศกา พระองค์เป็นผู้ที่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก และพระองค์ได้มีการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญคือ ได้มีการอัญเชิญ พระทนต์ทั้ง 33 องค์ จากเจดีย์ทั้ง 33 แห่ง ที่พระเจ้า มหาศิริมาลาอโศกา ได้สร้างไว้ครั้งอดีต มา
บรรจุหีบทองคำทั้ง 33 ใบ และนำไปเก็บไว้ในหอทองคำ ทั้ง 33 แห่ง ที่สร้างขึ้นใหม่ และพระองค์ ก็ทรงตรัสว่า “ ถ้าหากว่าพระทนต์ทั้ง 33 องค์ ศักดิ์สิทธิ์จริง ก็ขอให้พระพุทธศาสนาได้เผยแพร่ไปทั่วโลก” และหลังจากนั้นหีบทองคำทั้ง 33 ใบ ก็ได้หายไป แต่ได้ถูกค้นพบในเวลาต่อมา ซึ่งได้กระจายไปทั่วในเขตแผ่นดินสุวรรณภูมิ และในเวลาต่อมาพระทนต์ 1 องค์ได้ถูกค้นพบที่ เจดีย์เก่าแก่ที่ได้พังลงมา ที่ หมู่บ้าน ตะทอน รัฐมินยาง ประเทศพม่า และได้มีการเก็บรักษาจากรุ่นสูรุ่นมาจนกระทั่ง ได้มอบให้กับพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงองค์หนึ่งของพม่า ซึ่งมีนามว่า โคดานะ

อัตชีวประวัติ พระโคดานะ

               ท่านเกิดเมื่อวันจันทร์ ขึ้น 15 ค่ำปี 1284 นับจากปีของ พม่า บิดาของท่านเป็นเป็นแพทย์แผนโบราณ ชื่อว่า อูกา เซ่ย และ มารดาชื่อ ดอเนียล ฮลา พักอาศัยในเขต 8 เมือง มินยาง ประเทศพม่า ซึ่งเขตนี้อยู่ทางตอนเหนือของพม่า เดิมตัวท่านชื่อว่า เมือง กา ดอว์ เป็นบุตร คนที่ 3 ของครอบครัวนี้ ท่านอุปสมบท เมื่อวัย 24 ปี ในปี 1308 ของพม่า โดยพระอุปฌาย์ของท่านชื่อว่า จาการา ที่วัด ทัตทานา โจตีการามา เมืองมินยาง ประเทศพม่า ได้ฉายา ว่าโคดานะ ท่านได้ศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉานและได้รับการยกย่องว่าเป็นที่ 1 ในมินยาง
               ขึ้น 15 ค่ำ ปี 1309 ท่านเริ่มสะสมพระบรมสารีริกธาตุ 3 ชิ้นแรกมาจาก เมือง ตะกอง (เมืองที่ตระกูลศากยะวงศ์ ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ย้ามาพำนักในเขตนี้) โดยที่ 3 ชิ้นแรกได้รับจากพระเกจิอาจารย์ชื่อ ปันดิตา พระโดดานะ ท่านเป็นผู้ที่ปฏิบัติตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด โดยฝึกวิปัสนาธุระเป็นนิจ เป็นผู้มีคำสัตย์ ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดโดยได้รับการยอมรับในหมู่พระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป ท่านได้สร้างพิพิธภัณฑ์ พระบรมสารีริกธาตุ เพื่อต้องการเผยแพร่ พุทธศาสนิกชน ให้พุทธศาสนิกชนได้เข้ามากราบสักการะ พระบรมสารีริกธาตุ และยังปลูกต้นโพธิ์มากกว่า 1000 ต้น บริเวณโดยรับวัดของท่านอีกด้วย

 
1  2  3  4  5 6 7 8 9 10 NEXT